[Fic] Kuroko no basket : FORGET ME NOT - CHAPTER 1

posted on 14 Oct 2012 19:08 by ririn-rhyme in Fiction directory Fiction




Title :
のことを忘れないで (FORGET ME NOT)
Pairing : Kagami x Kuroko [x Aomine]
Rate : PG-15
Gerne : Romance , Drama
Fandom : Kuroko no basket  
 
               -------------------------------------------------------------------------------------


Chapter : 1 「お前を愛してる、テツ」(I love you, Tetsu) 

     

      “คากามิคุง อันนี้เขาเรียกว่าดอกอะไรเหรอครับ?”


 
     เด็กหนุ่มร่างเล็กเจ้าของเรือนผมสีฟ้าเอ่ยถามคนข้างกาย แม้จะไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้า แต่นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างกลมโตกลับฉายแววสนใจในดอกไม้ช่อน้อยที่พบระหว่างทางกลับบ้านเป็นอย่างยิ่ง ท่าทางตื่นเต้นราวกับเด็กๆที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนั้นสร้างรอยยิ้มจางๆให้คนมองโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย


     “นายเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกงั้นเรอะ” คนสูงกว่าแอบหัวเราะเบาๆกับท่าทางน่ารักของอีกฝ่าย ด่อนจะก้มลงไปเด็ดดอกไม้ขนาดเล็กที่มีสีราวกับท้องฟ้าอันสดใสในยามฤดูร้อนส่งให้ “มันเรียกว่าดอกฟอร์เก็ทมีนอทน่ะ สีแบบนี้เหมาะกับนายดีเหมือนกันนะ”

     “งั้นเหรอครับ” คุโรโกะมองบุปผาบอบบางในมือพลางบันทึกชื่อภาษาต่างประเทศไม่คุ้นหูลงในความทรงจำ..รู้สึกแปลกใจว่าทำไมตัวเองถึงได้สนใจนัก..

     คากามิมองคนตรงหน้าอย่างชั่งใจเล็กน้อย ริมฝีปากขยับอย่างลังเลราวกับอยากจะพูดอะไรสักอย่าง “คุโรโกะ นายรู้หรือเปล่าว่า..ดอกไม้ชนิดนี้มีความหมายว่า ความทรงจำแห่งความรักน่ะ” พูดพลางรู้สึกได้ว่าใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้นทีละน้อย “การที่ให้มันกับใครมันก็มีความหมายว่า..ไม่อยากให้ความทรงจำที่มีกันและกันหายไป”

     การพูดจาที่ไม่ใช่สไตล์ของตัวเองทำเอาใบหน้าของคนพูดขึ้นสีจนแดงซ่านไปหมด ส่วนใบหน้าคนฟังก็พลันขึ้นสีระเรื่อไม่แพ้กัน “อย่างนี้น่ะเอง น่าสนใจดีนะครับ” แก้เขินด้วยการก้มลงไปมองดอกไม้ในมือ ไม่กล้าสบตาคนที่เดินอยู่ข้างๆเสียอย่างนั้น...

 

     สองร่างเดินเคียงกันไปตามทางกลับบ้านเฉกเช่นทุกวันโดยไม่ได้สนทนาใดๆกันอีก แม้ต่างฝ่ายจะรู้ดีว่าสถานะของพวกเขาตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนอีกต่อไปแล้ว แต่การพูดจาหวานๆหรือการบอกรักก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทั้งคู่ถนัดนัก การจะมีโอกาสพูดแบบนี้จึงมีไม่บ่อย..เหตุการณ์วันนี้คงจะกลายเป็นความทรงจำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งไปเสียแล้วกระมัง?


     “งั้น..แยกกันตรงนี้นะครับคากามิคุง” คุโรโกะหันไปบอกอีกฝ่ายเมื่อเดินมาถึงทางแยกที่ใช้เป็นทางกลับบ้านประจำทุกวัน หลังจากโบกมือลากันอย่าเคย เขาก็หันหลังออกเดินไปตามเส้นทางอันคุ้นชิน ซึ่งเหตุการณ์ต่อจากนี้ก็ควรจะดำเนินต่อไปอย่างไม่ผิดแผกจากที่แล้วๆมา..หากแต่มีสิ่งหนึ่งทำให้มันเปลี่ยนแปลงไป..


     のことを忘れないで (โปรดอย่าลืมฉัน)


     ถ้อยคำภาษาญี่ปุ่นคุ้นหูแว่วมาทำให้ร่างเล็กถึงกับเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจแล้วหันกลับไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “เมื่อกี้..คากามิคุงว่าอะไรนะครับ?” แม้จะเป็นภาษาที่คุ้นเคย..แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับฟังแปลกหูนัก..

     “ม..ไม่มีอะไรหรอกน่า! ก็เห็นนายถามถึงดอกฟอร์เก็ทมีนอท ฉันก็แค่ลองแปลออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นดูเท่านั้นเอง” คากามิว่าพลางเบือนหน้าไปทางอื่น..ไม่รู้ว่าบรรยากาศแบบไหนพาไป ถึงทำให้วันนี้เขาพูดจาน่าอายไม่เป็นตัวเองแบบนี้ออกมาถึงสองครั้งสองครา “ฉันกลับล่ะ พรุ่งนี้เจอกัน” ทว่าในขณะที่หมุนตัวกลับนั้น..


     สองมือของคนตัวเล็กกว่าโอบรอบเอวเขาจากทางด้านหลัง ทำเอาคนตั้งตัวไม่ทันถึงกับสะดุ้งไปเล็กน้อย “ไม่มีวันลืมหรอกครับ..เรื่องของคากามิคุงน่ะ” ใบหน้าน่ารักของเด็กหนุ่มซุกลงกับแผ่นหลังอีกฝ่ายเพื่อปิดซ่อนความเขินอาย “ไม่ว่าจะจากนี้..หรือตลอดไป ผมจะไม่มีวันลืมความทรงจำที่ได้อยู่กับคากามิคุงแน่นอน”


     คำมั่นสัญญาแสนหวานทำให้บรรยากาศของคำว่าความสุขอบอวลอยู่เต็มหัวใจของทั้งคนพูดและคนรับฟัง เขาพลิกตัวไปด้านหลังแล้วฉุดรั้งร่างของอีกฝ่ายเข้าในอ้อมกอดทันที สองร่างแนบชิด ใกล้เสียจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่เข้ามาคลอเคลียกัน นัยน์ตาสองคู่สบประสานอย่างไม่หลบหลีกอีกต่อไป



     “ฉันรักนายนะ..คุโรโกะ”


     คำบอกรักแสนหวาน..แฝงความนัยถึงส่วนลึกของความรู้สึก..


     “ผมก็รักคุณครับ คากามิคุง”

 
 
    ความทรงจำยังคงคราตรึง แต่เหตุใด..บัดนี้มันถึงลางเลือนออกไปเสียทุกที...

 

.

.

.

.
.


 

ภาพฝันเหล่านั้นช่างราวกับความทรงจำอันแสนไกลห่าง..
ยิ่งไขว่คว้าเท่าไร ก็ยิ่งสลายหายไปแต่เพียงเท่านั้น
..

ทั้งความทรงจำ..ทั้งหัวใจ ทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับบิดเบี้ยวไปเสียหมด
แล้วตกลงว่าตัวเรา..ฝันเห็นอะไรกันแน่นะ?





     สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาที่ค่อยๆลืมขึ้นอย่างช้าๆคือเพดานห้องสีขาวสะอาด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ลอยมาแตะจมูกทำให้เจ้าของร่างพอจะเดาได้ว่าที่นี่คือห้องพักในโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง สติสัมปชัญญะซึ่งยังกลับคืนมาไม่ครบถ้วนพยายามค้นหาย้อนกลับไปในสมองของตนเอง แต่เจ้าตัวก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่า..นอกจากจะไม่มีความทรงจำว่าตัวเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแล้ว อย่างอื่นก็ขาวโพลนไปหมดด้วยเช่นกัน

     เด็กหนุ่มลองขยับร่างกายช้าๆ ความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสคืออาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เขาหยุดนิ่งพักหนึ่งจนอาการทุเลาลง แล้วจึงลองขยับส่วนอื่นในร่างกาย ซึ่งก็พบว่านอกจากความอ่อนเพลียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูจะไม่มีอะไรผิดปกติ

     เขายันตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วกวาดสายตามองรอบห้อง มันคือห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลไม่ผิดแน่ แต่เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับที่แห่งนี้เลยสักนิด..ไม่สิ ทำไมเขาถึงนึกอะไรไม่ออกเลยกันนะ?


     ..ราวกับ..สูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไปจนหมดสิ้น.. 

 

     “เท็ตสึ!

     เสียงเรียกที่ดังมาทำให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงหลุดออกจากความคิดแล้วหันไปมองตามสัญชาตญาณ ที่หน้าห้อง..เด็กหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ “นี่นาย..ฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย”

     น้ำเสียงของอีกฝ่ายแฝงความดีใจจนปิดไม่มิด รู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่ในอ้อมกอดของคนตรงหน้าเสียแล้ว “ฉันนึกว่านายจะเป็นอะไรไปแล้วซะอีก อย่าทำให้คนอื่นตกใจสิ เจ้าบ้า!” คำตัดพ้อแต่แฝงความเป็นห่วงทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากจะตอบสนองแต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร..รู้เพียงเขาไม่ได้รังเกียจความรู้สึกที่ได้รับอยู่ในตอนนี้ เลยได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายกอดไปเฉยๆแบบนั้น

     “แล้วนี่นาย เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มสำรวจอีกฝ่ายทั้งตัว “เท็ตสึ?” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงนิ่งเงียบไร้สัญญาณตอบรับ เด็กหนุ่มจึงเรียกซ้ำอีกครั้ง

     “คิดว่า..คงจะไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ” นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยสบมองใบหน้าที่อยู่ห่างไปไม่มากอย่างพิจารณา เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างสูง ร่างกายกำยำแข็งแรงดูออกได้ชัดเจนว่าเป็นนักกีฬา เรือนผมสีน้ำเงินราวกับห้วงมหาสมุทรรับกับผิวสีเข้ม นัยน์ตาสีเดียวกับเรือนผมยังคงสบประสาน..ทั้งรู้สึกคุ้นเคย..ทั้งรู้สึกห่างไกล..


     “ว่าแต่คุณ..เป็นใครเหรอครับ?”

 



 

 

     “หมอบอกว่า..เพราะได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรง ถึงจะไม่เป็นอันตรายกับชีวิต แต่ผลข้างเคียงก็อาจจะทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป”


     เสียงพูดคุยที่ยังคงแว่วมาเป็นระยะทำให้คนที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาเริ่มจับประเด็นต้นสายปลายเหตุได้คร่าวๆ เขามองไปทางต้นเสียงก็เห็นว่าคนสามคนกำลังถกเถียงอะไรกันสักอย่าง คนแรกคือเด็กหนุ่มร่างสูงที่บอกว่าตัวเองชื่ออาโอมิเนะ ไดกิ อีกคนเป็นเด็กหนุ่มผมสีเหลืองหน้าตาหล่อเหลาที่ส่งสายตามาทางเขาด้วยใบหน้าราวกับจะร้องไห้เป็นระยะๆ ส่วนคนสุดท้ายเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยเจ้าของเรือนผมยาวสีชมพูซึ่งกำลังทำหน้าเครียดไม่แพ้กัน
     เท่าที่เขารู้ตอนนี้คือตัวเขามีชื่อว่า คุโรโกะ เท็ตสึยะจากการประสบอุบัติเหตุอะไรสักอย่างจึงทำให้ความทรงจำของเขาหายไป..ส่วนสามคนที่ยืนคุยกันอยู่ตรงนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของเขา..


     แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนในตอนนี้..อะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆมันหายไป..


     “ไม่ต้องกลัวหรอกนะคุโรโกจจิ ยังไงฉันก็จะอยู่เคียงข้างนายเสมอเลยล่ะ” เด็กหนุ่มที่ชื่อคิเสะ เรียวตะโผเข้ามากอดเขาพลางทำนัยน์ตารื้นๆราวกับลูกหมา ก่อนจะถูกอาโอมิเนะยันลงไปกองกับพื้นในแทบจะวินาทีเดียวกัน

     “อาโอมิเนจจิใจร้าย~! ขอกอดหน่อยเดียวก็ไม่ได้” ภาพเพื่อนสองคนหยอกเอินกันทำให้ริมฝีปากขอคนมองกระตุกยิ้มนิดๆ ถึงแม้จะจำไม่ได้..แต่ความรู้สึกที่บอกว่าเขาสนิทกับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องโกหกอย่างแน่นอน..

     “สักวันเท็ตสึคุงจะต้องนึกออกแน่ๆ ตอนนี้ทำใจให้สบายเถอะนะ” เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆบีบมือให้กำลังใจเขาเบาๆ ความเป็นห่วงส่งผ่านในแววตาอย่างชัดเจน

     “พวกมิโดริมัตจิรออยู่ข้างล่างแน่ะ เห็นบอกว่าน่าจะพาคุโรโกจจิออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง” เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเหลืองปีนกลับขึ้นมาบนเตียงแล้วยึดเอามือเขาไปกุมเสียแน่น “ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันพานายลงไปเอง”

     “คิเสะ นายกับซัทสึกิลงไปก่อนได้รึเปล่า?” ก่อนที่เขาจะตอบรับ เด็กหนุ่มอีกคนในห้องก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเท็ตสึสักหน่อย”