[Fic] Kuroko no basket : FORGET ME NOT - CHAPTER 2

posted on 28 Oct 2012 19:52 by ririn-rhyme in Fiction directory Fiction


Title : 俺のことを忘れないで (FORGET ME NOT)
Pairing : Kagami x Kuroko [x Aomine]
Rate : PG-15
Gerne : Romance , Drama
Fandom : Kuroko no basket

-------------------------------------------------------------------------------------

 

ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นความผิดของฉันเอง..เป็นความผิดของฉันแต่เพียงผู้เดียว..
การปล่อยมือจากนายเป็นทางที่ฉันเลือกเอง..เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วไม่ใช่หรือไง?

ทั้งที่คิดแบบนั้นอยู่แท้ๆ..แต่ทำไมกันนะ..ทำไมกัน..
ทำไมอุณหภูมิของหยาดน้ำตาที่อาบอยู่บนใบหน้าถึงไม่หายไปเสียที



Chapter : 2 「お前は俺の宝物」(You are my treasure)



     ..หากมีโอกาสอีกแม้เพียงสักครั้งให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป จะไม่มีวันปล่อยให้เหตุการณ์ใน ‘วันนั้น’ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน..

 

     “คิดอะไรอยู่น่ะครับ คากามิคุง”

     เสียงเรียกที่ดังมาทำให้นัยน์ตาสีแดงเพลิงเบือนกลับมาสบกับนัยน์ตาสีเดียวกับท้องนภาที่จ้องมองมาในระยะประชิด คิดแล้วยังนึกขำตัวเขาเมื่อก่อนที่ถูกพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้เกือบหัวใจวายตายก่อนวัยอันควรไปไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา หากแต่เขาก็ไม่รู้อีกเช่นกัน..ว่าความรู้สึกนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชินไปตั้งแต่เมื่อใด..

     ขณะนี้เป็นเวลาพักกลางวันของโรงเรียนและเขากับคุโรโกะก็กำลังก็กำลังกินอาการกลางวันกันอยู่เพียงลำพังบนดาดฟ้า เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ก็ยังนั่งข้างกันอยู่ดีๆ แต่พอเขาเหม่อไปพักเดียว อีกฝ่ายก็ปีนขึ้นมาคร่อมร่างเขาไว้ทั้งตัวจนมีสภาพอย่างที่เห็น

     “นายว่า..ฉันจะเป็นที่หนึ่งในญี่ปุ่นได้ไหม คุโรโกะ?” สบมองตอบพลางเอ่ยถึงความฝันที่เขาสัญญาไว้กับอีกฝ่าย..นึกย้อนไปถึงบทสนทนาที่ได้คุยกันในวันที่พบกันเป็นครั้งแรก บางครั้งก็เกิดความกังวลขึ้นมาเสียเฉยๆ..


     แต่ลึกๆแล้วเขาก็รู้ดี..หากไม่ใช่เพราะมีแรงผลักดันจากคนคนนี้ที่อยู่ข้างกาย..ตัวเขาก็ไม่มีวันจะมายืนอยู่ ณ จุดจุดนี้ได้อย่างแน่นอน..

     “ตัวเองพูดเองแท้ๆ เกิดจะไม่มั่นใจอะไรขึ้นมากันครับ” คุโรโกะพลิกตัวกลับมานั่งลงข้างกายอีกฝ่ายตามเดิม มือเล็กเอื้อมไปสอดประสานมือใหญ่จนแน่น “ถ้าอยู่ตัวคนเดียวมันอาจจะลำบาก แต่ถ้าอยู่ด้วยคนสองคนล่ะก็..ไม่ว่าอะไรก็เป็นไปได้แน่ๆ”

     แม้คนพูดจะไม่รู้ตัว แต่คำพูดนั้นเรียกรอยยิ้มบางๆให้ระบายบนใบหน้าคนรับฟัง “ทำอะไรของนาย ถ้าคนอื่นขึ้นมาเห็นจะว่ายังไง?” หยอกเอินนิดๆเช่นทุกที..คิดไม่ผิดจริงๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่..กำลังใจที่เขาได้รับจากอีกฝ่ายมันก็มากล้นเสมอ

     “เวลาแบบนี้ไม่มีคนขึ้นมาหรอกครับ..” ว่าพลางเอนกายลงซบบนไหล่ของคนข้างตัวเสียเลย..

     สองร่างนั่งเคียงกันเงียบๆอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม สายลมอ่อนๆที่พัดผ่านมาทำให้รู้สึกหนาวขึ้นเล็กน้อย แต่อุณหภูมิความอบอุ่นที่ส่งผ่านจากฝ่ามือที่แนบชิดและร่างกายที่อิงแอบกันนั้นก็ยังคงให้ความรู้สึกดีๆเหมือนเคย

 

     หากจะให้จำกัดความ..สิ่งนี้คงเรียกว่า ‘ความสุข’ กระมัง?


     คากามิลอบมองคนที่อิงอยู่บนไหล่เขา เส้นผมสีฟ้าอ่อนปลิวไสวเบาๆด้วยแรงลม ผิวขาวเนียนละเอียดรับกับใบหน้าหวานจนดูเหมือนจะติดสวย แม้แต่ยามหลับตาพริ้มอยู่ในตอนนี้ก็ยังคงน่ารักยิ่งกว่าผู้หญิงคนไหนที่เขาเคยพานพบ ยิ่งมองยิ่งใจเต้นแรง..จนรู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นฝ่ายคร่อมอยู่บนร่างนั้นเสียแล้ว

     นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนปรือขึ้นมามองด้วยความงุนงง “ไหนบอกว่าเดี๋ยวคนอื่นขึ้นมาเห็นไงครับ..” ถึงปากจะว่าแบบนั้น แต่เจ้าตัวก็กลับไม่ได้ประท้วงขัดขืนใดๆ

     “เวลาแบบนี้ไม่มีคนขึ้นมาหรอกน่า” ย้อนคำพูดกลับไปเอาเสียดื้อๆพลางก้มลงประทับจูบอ่อนหวานลงบนริมฝีปากบางอย่างห้ามใจไม่อยู่

     คุโรโกะลอบถอนหายใจเบาๆกับคนทำอะไรไม่รู้จักคิดก่อนจะปิดเปลือกตาลงซึมซับรสสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้ ตักตวงความหอมหวานจากริมฝีปากที่คลอเคลียกันอยู่ไม่ห่าง ไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปจากการแลกเปลี่ยนจุมพิตครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเท่านั้น..หากแต่สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจของคนทั้งคู่คือความรักและความสุขที่เหลือคณานับ..


     สิ่งเดียวที่เขาเฝ้าฝัน..คือช่วงเวลาแบบนี้จะคงอยู่ตลอดไป..
     ไม่เคยคิดเลยว่า..คำปรารถนานั้นจะกลายเป็นสิ่งยากยิ่งเสียเหลือเกิน





     “หืม ไอ้นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

     นัยน์ตาสีแดงเพลิงจับจ้องวัตถุแปลกประหลาดที่ถูกสอดไว้ในตู้เก็บรองเท้าของเขา เมื่อหยิบออกมาดูก็พบว่ามันเป็นเพียงกระดาษโน้ตที่ถูกพับเอาไว้ลวกๆ พลิกดูด้านหลังก็ไม่มีชื่อผู้ส่งเขียนเอาไว้ แถมดูจากสัญลักษณ์ก็ไม่ใช่นักเรียนของเซย์รินเสียด้วย..

     “จดหมายรักหรือไงกันครับ” ร่างเล็กของเด็กหนุ่มโผล่มาด้านหลังอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียงเช่นเคย นัยน์ตาสีฟ้าใสฉายแววสนใจใคร่รู้ต่อวัตถุแปลกประหลาดอย่างเห็นได้ชัด

     มือใหญ่คลี่กระดาษออกเพื่ออ่านเนื้อความด้านในโดยมีสายตาอีกคู่จับจ้องอยู่ไม่ห่าง ใบหน้าคมกระตุกรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “หึ..จดหมายรักเรอะ” ไล่สายตาไปตามตัวอักษรไม่กี่ตัวที่ถูกเขียนไว้ด้วยลายมือหวัดๆ.. มีเพียงชื่อสถานที่กับเวลาระบุไว้เพียงเท่านั้น.. ถ้านี่เป็นจดหมายรักจริง สาวเจ้าคงจะไร้ความโรแมนติกเกินไปหน่อยล่ะมั้ง? “เรียกว่าสารท้ารบดูจะเข้าท่ากว่านะ”

     “คากามิคุง..คิดจะไปจริงๆเหรอครับ” คุโรโกะเงยหน้าขึ้นสบมองอีกฝ่าย ไม่รู้ทำไม..แต่เขากลับรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย “ผมว่าเรากลับบ้านกันเถอะ”

     “ที่นี่มันอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้สักหน่อย ฉันไปแปบเดียวก็กลับมาแหละน่า” บางทีคนที่ส่งมาอาจจะมีธุระสำคัญจริงๆก็เป็นได้.. “งั้นวันนี้แยกกันตรงนี้แล้วกัน” แต่ระหว่างที่หมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป มือเล็กกลับยึดชายเสื้อเขาไม่ปล่อยเสียอย่างนั้น..

     “อย่าไปเลยครับ..มันอันตรายเกินไป” นัยน์ตาสีฟ้าที่ปกติมักจะอ่านยากอยู่เสมอ บัดนี้กลับฉายแววกังวลจนปิดไม่มิด “ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ..” หากฝ่ายนั้นมีธุระจริงๆ..ใยจะต้องเรียกไปในที่ห่างไกลผู้คนเสียขนาดนั้น..

     “นายคิดมากไปแล้ว” คากามิเอื้อมมือมาขยี้หัวคนตัวเล็กกว่าอย่างสนิทสนมเฉกเช่นทุกที “ถึงมีอะไรจริงๆฉันก็เอาตัวรอดได้น่ะ ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องมากังวลสักหน่อย” ตัวเขาก็ไม่ใช่จะเป็นสาวน้อยบอบบาง ถ้าอีกฝ่ายตั้งใจจะมาหาเรื่องวิวาท เขาเชื่อว่าตัวเองก็สามารถเอาตัวรอดได้ไม่ยากนัก

     เด็กหนุ่มนิ่งไปราวกับชั่งใจ ก่อนจะปล่อยมือออกจากคนตรงหน้าช้าๆ แม้จะไม่ได้เอ่ยคำพูดคัดค้านใดๆ..หากแต่ในแววตากลับไม่คลายความกังวลลงแม้แต่น้อย

     “งั้นฉันไปล่ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคุโรโกะ”

     .
     .

     ผม..เชื่อมั่นในคำพูดนี้ได้จริงๆใช่ไหมครับ?

 

 


     ก้าวแรกที่เด็กหนุ่มเหยียบย่างเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะของต้นหญ้าที่แทรกขึ้นมาตามรอยแตกของพื้น เขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเพียงความทรุดโทรมของตึกที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงโครงสร้างโลหะที่ยังสร้างไม่เสร็จ ผนังและพื้นเป็นสีเทาหม่นของคอนกรีต อุปกรณ์ก่อสร้างหลากชนิดกองระเกะระกะเต็มไปด้วยฝุ่นและสนิม..ช่างเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะจะเข้ามาเดินเล่นเลยแม้แต่น้อย..

     อยากรู้ชะมัดว่าไอ้บ้าที่ไหนมันนัดคนมาในที่แบบนี้กัน!

     คากามิเริ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิด ถ้าไม่ใช่ว่าหมอนี่สติไม่ดีก็คงจะเป็นเขาเองที่โง่.. บางทีจดหมายฉบับนั้นคงจะเขียนมาแกล้งกันเล่นๆเสียมากกว่า สถานที่แบบนี้คงไม่มีธุระอะไรให้ทำนอกจากจะมาฆ่าหมกศพคนเท่านั้นแหละ

     หลังจากเดินสำรวจแถวนั้นอีกสักพักก็ยังไม่พบวี่แววของเจ้าของจดหมาย เด็กหนุ่มนึกเสียดายเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์ขึ้นมาทันที นี่ถ้าเขาไม่โง่โดนหลอกมาทำอะไรไร้สาระแถวนี้ ป่านนี้ก็คงอยู่ที่ร้านมาจิเบอร์เกอร์กับคุโรโกะไปแล้ว คิดแล้วจึงตัดสินใจหันหลังกลับไปทางเดิม..แต่กลับพบว่ามีเงาดำปริศนาขวางอยู่ตรงหน้าทางออกเสียนี่..

     “นายเป็นคนที่ส่งกระดาษบ้านี่มาเองเรอะ?” นัยน์ตาสีแดงเพลิงจ้องคนตรงหน้าอย่างหงุดหงิดเต็มประดา แต่เพราะเป็นมุมย้อนแสงจึงเห็นอีกฝ่ายไม่ชัดนัด “มีธุระอะไร?”

     บุคคลตรงหน้าไม่ตอบคำถาม แต่กลับพาร่างกายกำยำที่ดูออกว่าเป็นผู้ชายตรงเข้ามาใกล้ เขาจึงได้เห็นว่าบุรุษนิรนามใส่เสื้อแขนยาวรวมถึงกางเกงขายาวสีดำสนิทปกปิดทุกส่วนในร่างกายอย่างมิดชิด บนศีรษะสวมหมวกนิรภัยอำพรางใบหน้า ดูแล้วราวกับผู้ก่อการร้ายที่หลุดออกมาจากละครอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

     ท่าทาง..จะเป็นสารท้ารบจริงๆด้วยสินะ?

     แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม แต่ความรู้สึกมุ่งร้ายที่แผ่ออกมาก็ยากที่จะปิดซ่อน และก็ไม่เหลือเวลาให้เขาคิดนานนัก เมื่อกำปั้นของชายปริศนาเหวี่ยงตรงมาอย่างไม่มีลังเลแม้แต่น้อย ทำเอาเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันตั้งตัวต้องหลบหลีกอย่างยากลำบาก

     “โธ่เว้ย!” เด็กหนุ่มสบถออกมาพลางสวนหมัดกลับไป ในใจนึกอยากจะต่อยหมอนี่สักสองสามหมัดแล้วกลับไปหาคุโรโกะ บางทีตอนนี้คนที่เขากำลังนึกถึงอาจจะยังรออยู่ที่ร้านมาจิเบอร์เกอร์ก็เป็นได้.. หากแต่สถานการณ์กลับไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น เมื่อคนตรงหน้ายังคงรุกไล่อย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดทางให้หลบหนีแม้แต่นิด

     “นี่แกต้องการอะไรกันแน่วะ!”

     ตะโกนถามพลางปัดป้องหมัดที่ยังคงสวนมาแทนคำตอบ เริ่มรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจากร่างกายที่เริ่มร้องประท้วง บางทีหมอนี่อาจจะเป็นคนที่เคยพ่ายแพ้เขาในการแข่งขันที่ใดสักแห่ง แต่เพราะเรื่องแค่นั้นมันจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?

     แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง..เป้าหมายของมันก็คงมีแค่อยากอัดเขาระบายความแค้น เต็มที่ก็คงต้องเจ็บตัวเสียหน่อย..แต่ก็คงหาทางหนีออกไปได้ไม่ยากนัก

     เด็กหนุ่มเรียบเรียงความคิดที่แล่นอยู่ในสมอง นัยน์ตาสีแดงพยายามกวาดมองรอบข้างเพื่อหาทางหนีทีไล่ ในใจยังคงพร่ำบอกว่ามันต้องไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น หากแต่ในเสี้ยววินาทีถัดมาความคิดนั้นก็เป็นอันพังทลายลง

     เมื่อรู้สึกได้ถึงประกายสีเงินของสิ่งมีคมที่เฉียดผ่านข้างลำตัวไป
     วินาทีนั้นเขาถึงรู้ตัวว่าตนคิดผิดเสียแล้ว

     .
     .

     หมอนี่...เอาจริง

 

 

     ร่างทั้งร่างถูกเหวี่ยงฟาดเข้ากับผนัง ความเจ็บปวดเริ่มแล่นริ้วจะทุกส่วนของร่างกาย มีดในมือของชายคนนั้นยังคงพุ่งตรงมาอย่างไม่ให้เวลาพักหายใจ แม้เขาจะพยายามเบี่ยงตัวหลบไม่ให้โดนจุดสำคัญ แต่ทุกครั้งมันก็ฝากรอยแผลเล็กๆน้อยๆไว้บนร่าง จนรู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆที่ซึมออกมาหลายแห่ง

     เขาคิดไม่ออกแม้แต่น้อย..ว่าตัวเขาเคยทำสิ่งใดที่ร้ายแรงจนกระทั่งถูกจ้องเอาชีวิต..

     ชายตรงหน้าจับคอเสื้อเขาแน่น แล้วกระชากฟาดกับผนังคอนกรีตอีกครั้ง.. สายตาเริ่มพร่าเลือน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปดูท่าว่าจะแย่เสียแล้ว เด็กหนุ่มหรี่ตามองประกายสีเงินที่พุ่งเข้ามาแล้วคว้าข้อมือคนตรงหน้าไว้ก่อนจะถึงตัว ขณะที่อีกฝ่ายชะงักก็เตะขาออกไปอย่างรวดเร็ว ได