[Fic] Devil survivor 2 : BetaCeti's sequel [YamaHibi]

posted on 04 Aug 2013 18:45 by ririn-rhyme in Fiction directory Fiction



Title :
BetaCeti's sequel (デネブ・カイトスのシークエル)
Pairing :
Yamato x Hibiki
Rate :
PG-15
Gerne :
Romance , Comedy , Drama
Fandom : Devil survivor 2
Timeline : Anime , New World 
 
               -------------------------------------------------------------------------------------


               

                ความรักของพวกเรา เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเจ็ดวัน..


                หากเป็นช่วงเวลาเจ็ดวันของคนทั่วไป คงจะกล่าวได้ว่ามันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน เวลาเพียงแค่เจ็ดวันจะเพียงพอที่จะทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ หรือเข้าไปสัมผัสตัวตนของใครคนหนึ่งจนเรียกได้ว่ามันคือความรักได้อย่างไร

                หากแต่เจ็ดวันของพวกเรา คือเจ็ดวันก่อนที่โลกจะล่มสลาย..

                ทั้งการพบพาน ทั้งการจากจร ทั้งความสุข ทั้งความเศร้า ทุกสิ่งทุกอย่างมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเจ็ดวันที่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าวันข้างหน้าจะมีอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ คนสองคนที่ต้องเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งการได้รับ และในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย เคยมีคำกล่าวที่ว่ากันว่า..การลาจากจะสอนอะไรให้เราได้มากมาย หากมันไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของชีวิต

                และพวกเราก็เป็นคนที่ได้รับโอกาสนั้น โอกาสที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้ง..

                คงไม่เกินจริงนัก หากจะบอกว่าพวกเราคงเป็นคนที่รู้จักความหมายของการมีชีวิตอยู่ดียิ่งกว่าใคร และนั่นเป็นเหตุผลให้การมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด พร้อมที่จะร่วมกันก้าวเดิน ประคับประคองกันด้วยความรักและความเข้าใจ...

                .
                .
                .

                ซะเมื่อไหร่ล่ะ...

 

 

 

                “หมายความว่ายังไงที่ว่าไม่ได้น่ะ ยามาโตะ!”


                เสียงตะโกนดังออกมามาจากห้องทำงานส่วนตัวของผู้นำสูงสุดแห่ง JP’s  พร้อมกับเสียงฝ่ามือหนักๆกระทบลงบนโต๊ะ เรียกความสนใจจากเหล่าลูกน้องประจำการที่อยู่ภายนอกให้ละสายตาขึ้นจากงานในมือของตนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปทำงานต่อดังเดิม แม้จะไม่เห็นด้วยสายตาก็รู้ได้ไม่ยากว่าเจ้าของเสียงคือใคร เนื่องจากคนที่จะต่อกรกับผู้บัญชาการของพวกเขาได้คงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว

                “ไม่ได้ก็คือไม่ได้ จะมีอะไรให้ต้องพูดซ้ำ?”

                ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดภายในห้อง ยามาโตะ โฮซึอินยกมือขึ้นกอดอกพลางใช้สายตาคมกริบมองเด็กหนุ่มร่างเล็กกว่าที่อยู่ห่างกันเพียงโต๊ะคั่น ซึ่งอีกฝ่ายก็จ้องกลับมาอย่างไม่มีใครยอมใคร นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างบัดนี้ฉายแววขุ่นเคืองออกมาอย่างเห็นได้ชัด

                “แต่นายไม่มีสิทธิจะ...”

                “นายแค่ทำตามที่ฉันพูดก็พอ รู้ไว้ซะ”

                “ยามาโตะ นายนี่มัน!”

                เสียงสนทนาดำเนินต่อไปอีกหลายประโยค ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดและเหวี่ยงประตูกระแทกปิดดังปัง พร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินกระแทกเท้าออกไปด้วยความโมโห ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งบังเอิญโชคร้ายรับหน้าที่มาส่งเอกสารวันนี้ทำได้แต่หันมองแผ่นหลังของคนที่เพิ่งผลุนผลันออกไปสลับกับประตูด้วยความสับสน  จนรุ่นพี่ต้องเดินมาตบบ่าพลางบอกว่าไม่มีอะไรที่ต้องใส่ใจ

                ก็แค่กิจวัตรประจำวันเท่านั้นเอง..

 

 


                หลังจากวันนั้น ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว..

                เจ็ดวันแห่งการพบพาน เจ็ดวันแห่งการจากลา..หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาแห่งการเอาชีวิตรอด ความปวดร้าว ความโศกเศร้า ความสิ้นหวัง ไม่มีสิ่งใดชวนให้น่าจดจำเลยแม้แต่น้อย

                ยกเว้นเพียงแต่ว่า..เจ็ดวันนั้นนำพาให้เขาได้พบกับ ‘คนสำคัญ’ ที่สุดในชีวิต

                “ยามาโตะ บ้าที่สุด!”  หมอนถูกเหวี่ยงฟาดกับผนังเป็นเครื่องระบายความหงุดหงิด เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิททรุดตัวลงนั่งบนเตียงพลางถอนหายใจยาวออกมา หลังเวลาผ่านไปก็รู้สึกสงบจิตใจขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย หากแต่ยามเมื่อครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็อดฉุนขึ้นมาอีกไม่ได้

                ทั้งที่ไดจิอุตส่าห์นัดหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานานแท้ๆ พอบอกยามาโตะก็กลับอารมณ์เสียขึ้นมาทันที แถมสั่งห้ามไม่ให้เขาออกไปไหน ยังดีที่อาจจะเกรงใจเขาอยู่บ้างจนไม่ถึงกับสั่งลูกน้องมาเฝ้ายามหน้าห้อง แต่ยังไงนี่มันก็เผด็จการเกินไปแล้ว!

                “สุดท้าย..วันนี้ก็ทะเลาะกันอีกจนได้” เอื้อมมือออกไปคว้าหมอนใบเดิมกลับมากอดไว้แนบอก  นัยน์ตาสีฟ้าหม่นลงเมื่อเรื่องของใครคนนั้นวนเวียนเข้ามาในห้วงความคิด

                ‘ฉันน่าจะตามหานายให้เจอเร็วกว่านี้’

                ย้อนกลับไปยังวันแห่งการล่มสลาย..นับตั้งแต่วินาทีที่เขาได้ยินประโยคนี้จากปากของใครคนหนึ่ง เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่า ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องการจะขอคืออะไร..

                ไม่ใช่การช่วยเหลือมวลมนุษย์ ไม่ใช่การเป็นผู้กอบกู้โลก ไม่ใช่สิ่งอื่นใดทั้งนั้น


                แต่เป็นโอกาสที่จะอยู่เคียงข้างคนสำคัญที่สุดของเขาอีกครั้งต่างหาก


                ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มเศร้าออกมาเล็กน้อย บางทีเขาคงจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าให้อภัย หากแต่เขากลับนึกขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่ทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่รบกวนอยู่ในจิตใจของตนเองมาเนิ่นนาน ว่าความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้เขาทำเพื่อยามาโตะถึงขนาดนี้มันไม่ใช่ ‘ความรับผิดชอบ’ หรือ ‘ความเป็นเพื่อน’

                แต่เป็นสิ่งยากจะเข้าใจที่เรียกว่า ‘ความรัก’

                และคำคำนั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้ามาทำงานที่ JP’s หลังเรียนจบมัธยมปลาย ตลอดหนึ่งปีที่อยู่ร่วมกันมาก็มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น หากแต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยามาโตะที่ยังคงคลุมเครือ

                “ยามาโตะ..คิดยังไงกับฉันกันแน่นะ..” แม้ เขาจะรู้ตัวดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเกินคำว่า‘เพื่อน’ไปมากแล้ว  แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในสถานะที่เรียกว่า‘คนรัก’ได้หรือเปล่า แม้จะมีปฏิสัมพันธ์แบบที่คนรักทำกันอย่างการกอดหรือจูบ แต่เขาก็ยังไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากปากยามาโตะเลยสักครั้ง

                แม้เขาจะเข้าใจว่าคนอย่างโฮซึอิน ยามาโตะคงไม่พูดคำว่ารักออกมาง่ายๆ แต่หลายครั้งหลายครามันก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า..ความรู้สึกของอีกฝ่ายเหมือนกับเขาจริงๆหรือเปล่า?

                “ไม่สิ จะคิดอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ..” เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบาๆให้กับความคิดของตนเอง ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียง นัยน์ตากวาดมองไปรอบห้องเดิมอันแสนคุ้นเคยที่เขาใช้มาตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน JP’s วันอาทิตย์แห่งการเริ่มต้น วันที่ได้พบหน้าอีกฝ่ายครั้งแรก..คิดแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

                ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็จะเชื่อมั่นในตัวยามาโตะ

                แต่ถึงอย่างนั้น..ความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนของพวกเขาก็อาจต้องสิ้นสุดลงสักวัน ยามาโตะเองก็มีภาระที่ต้องทำ การที่จะดูแลตระกูลโฮซึอินต่อไปได้ จำเป็นที่จะต้องมีผู้สืบทอด.. และเขาก็ไม่ใช่คนเหมาะสมที่จะอยู่ข้างกายอีกฝ่าย ไม่มีทางที่ความสัมพันธ์นี้จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

                ขอเพียงแค่..ช่วงเวลานี้จะสามารถยืดยาวต่อไปได้อีกสักเพียงเล็กน้อยก็คงดี

                สรรพเสียงรอบข้างดูเหมือนจะห่างไกลออกไปเสียทุกที ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดไปพร้อมกับเปลือกตาที่ปิดลงช้าๆ..

 





                “อยู่หรือเปล่า ฟุมิ”


                มาโคโตะ ซาโกะเลื่อนประตูห้องทำงานออกอย่างเบามือหลังจากส่งเสียงเรียกแล้วไม่มีเสียงตอบรับจากคนภายใน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแม้แต่น้อย

                เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายได้ยินแล้วจึงย่างเท้าเข้าไปในห้องอันมืดสลัว รอบด้านมีเพียงแสงไฟเลือนลางจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีเพียงเสียงนิ้วมือเคาะแป้นพิมพ์เป็นจังหวะที่แสดงให้เห็นถึงการมีตัวตนอยู่ของเจ้าของห้อง

                “มาหาถึงนี่มีอะไรเหรอซาโกจจิ?” แม้สายตาจะยังจับจ้องอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่เจ้าตัวก็สามารถรับรู้ได้ไม่ยากว่าคนที่เข้ามาเป็นใคร ริมฝีปากบางหยักยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

                 “ไม่คิดเหรอว่า ช่วงนี้หัวหน้ากับคุเสะทะเลาะกันบ่อยเกินไปแล้วน่ะ?” หญิงสาวเอนกายพิงกำแพงข้างตัว เมื่อเดินผ่านหน้าห้องทำงานของหัวหน้าวันนี้ก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนเข้าโดยบังเอิญ แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เธอควรยุ่ง..แต่บ่อยครั้งเข้าก็อดเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้

                “ก็ไม่เห็นมีอะไรแย่นี่ คนรักกันทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา” น้ำเสียงราบเรียบเดาอารมณ์ไม่ถูกอันเป็นเอกลักษณ์ตอบรับกลับมา หากเป็นคนทั่วไปคงไม่ทันรู้สึกตัว แต่คนใกล้ชิดอย่างมาโคโตะรับรู้ได้แทบจะทันทีว่าวันนี้เพื่อนสาวของเธออารมณ์ดีจนผิดปกติ

                “ฟุมิ กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” แปลกเสียจนอดที่จะทักไม่ได้..

                “ของขวัญ” ฟุมิตอบสั้นๆพลางมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้าอย่างพึงพอใจในผลงานของตน รอยยิ้มมีเลศนัยทำให้คนมองถึงกับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ ยามที่คนคนนี้ตั้งใจทำอะไรสักอย่างถึงขนาดนั้น มันช่างเป็นลางเหตุบอกถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต..

                นัยน์ตาคมที่มักจะอ่านยากอยู่เสมอของหญิงสาวมองผลงานชิ้นโบว์แดงของตนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่ฉายชัดอย่างปิดไม่มิด “บางทีหลังจากนี้สองคนนั้นอาจจะไม่มีเวลาทะเลาะกันสักเท่าไหร่แล้วล่ะมั้ง” มาตรวัดค่าตัวเลขมากมายบนหน้าจอแสดงให้เห็นว่าผลงานของเธอประสบความสำเร็จด้วยดี ช่างคุ้มค่ากับการทดลองตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเสียจริงๆ

                “ซาโกจจิ ช่วยไปตามหัวหน้ากับคุเสะมาที่นี่หน่อยได้มั้ย?”

 





                เสียงเคาะประตูปลุกเขาจากภวังค์แห่งนิทรา..


                “คุเสะ.. ฉันปิดได้หรือเปล่า..” น้ำเสียงลังเลที่ได้ยินไม่บ่อยนักของหญิงสาวดังมาจากหน้าห้อง เหตุการณ์ซึ่งราวกับปรากฎการณ์เดจาวูส่งผลให้เด็กหนุ่มหายง่วงงุนเป็นปลิดทิ้ง ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงแทบจะทันที นัยน์ตาสีฟ้ากวาดมองรอบตัว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อค้นพบว่าเขายังคงอยู่ใน‘โลก’ใบเดิม

                สถานที่แห่งนี้คือโลกของพวกเขา.. ไม่ใช่โลกแห่งการทดสอบใบนั้นอีกต่อไปแล้ว..

                “เดี๋ยวผมออกไปครับ มาโคโตะซัง” มือเรียวคว้าเสื้อนอกที่พาดไว้ที่หัวเตียงกลับมาสวมใส่ดังเดิม  โดยไม่ลืมจะจับฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะเพื่อปกปิดทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการนอนหลับ หูกระต่ายซึ่งทิ้งน้ำหนักลงตามแรงโน้มถ่วงขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดินของเจ้าของร่างยามเดินไปเปิดประตูให้แก่ผู้มาเยือน

                “ถ้ารบกวนเวลาส่วนตัวก็ต้องขอโทษด้วย พอดีว่าฟุมิมีธุระสำคัญที่ต้องคุยกับนาย...”

                มาโคโตะพยายามอธิบายเหตุผลจากสถานการณ์ระหว่างที่พาอีกฝ่ายเดินลงไปยังห้องทดลองของศาตราจารย์สาวประจำองค์กร หากแต่หน้าที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้เป็นเพียงความเอาแต่ใจของเพื่อนสาวของเธอเท่านั้น เมื่อหาเหตุผลที่เข้าท่าไม่ได้ ท่าทีของคนจริงจังอยู่เสมออย่างเธอจึงได้ดูกระวนกระวายนัก

                “ไม่รบกวนอะไรหรอกครับ ผมแค่เผลอหลับไปเท่านั้นเอง” เด็กหนุ่มตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม แม้ตอนแรกจะตกใจอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ก็ทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่ห่างหายไปนานขึ้นมา.. เจ้าตัวจะรู้ไหมนะว่าในโลกอีกใบหนึ่งนั้นก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้มาก่อน..

                ซึ่งมันก็พาลทำให้เขาหวนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆนาๆที่มีร่วมกับใครคนนั้นขึ้นมาเสียทุกที

                คิดไปเรื่อยเปื่อยจนสองเท้าพาร่างก้าวมาจนถึงหน้าประตูห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ ในทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก คนไม่ทันตั้งตัวก็ถึงกับแทบจะกระโดดถอยหลังไปสามก้าว เมื่อนัยน์ตาสีฟ้าสบเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงคมกริบของบุคคลที่ยืนอยู่ก่อนเข้าอย่างจัง

                “ย..ยามาโตะ ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่..” เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเนื่องจากสมองไม่สามารถประมวลผลได้ทัน การที่ต้องมาเจอหน้ากันกะทันหันหลังจากเพิ่งทะเลาะกันไปคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก..

                ร่างสูงกว่าทำเพียงแค่เลิกคิ้วนิดๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหญิงสาวในบังคับบัญชาที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักแทนคำตอบ “ฮิบิกิก็มาแล้ว ตกลงว่ามีเรื่องอะไร?”

                “ธุระที่ว่า..ถึงขนาดต้องเรียกยามาโตะมาด้วยเหรอครับ” ฮิบิกิขยับเข้าไปกระซิบถามมาโคโตะเบาๆ ดูท่าทางแล้วฝ่ายนั้นจะถูกเรียกมาด้วยการเอาชื่อเขาไปใช้แทนข้ออ้าง การที่ต้องให้ยามาโตะทิ้งการทำงานอันแสนสำคัญมาแบบนี้ ดูท่าทาง ‘ธุระ’ นี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆเสียแล้ว

                หญิงสาวทำหน้าบอกไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง “คือว่าเรื่องนั้น...”